กับแกล้มกาแฟ กับบันไดตัวใหม่ของกำนัน

ข่าวลือที่ว่า “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ขึ้นแล้วลงไม่ได้ คงไม่ได้พูดกันลอยๆ แม้จะมีบันไดงามๆ พาดให้ลงจากหลังเสือแบบหล่อๆ หลายต่อหลายครั้งก็ลงไม่ได้ สาเหตุเป็นเพราะอะไรคงไม่กล้าเขียนไปตามข่าวลือ

แม้จะคลุกอยู่กับการเมืองระดับชาติมาครึ่งค่อนชีวิต แต่การนำขบวนชุมนุม 3-4 เดือนนั้นยืดเยื้อเกินกว่ามือใหม่หัดม็อบอย่างกำนันจะคุมอยู่ ตัวแปรเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน การอยู่บนนั้นแบบไม่สะทกสะท้านคงอัศจรรย์เกินคนไปหน่อย

ข้อเสนอต่างๆ นานาที่ยื่นต่อสังคมนั้น ดูเหมือนจะเดินต่อลำบาก อีกทั้งขาดความชัดเจนในขั้นตอน วิธีการ และวิธีปฏิบัติ

แน่ละว่า การเรียกร้องให้ล้ม พรบ.นิรโทษกรรม นั้นฟังขึ้น สมเหตุสมผล และมันได้ผล

การเรียกร้องให้ยุบสภานั้นฟังขึ้น สมเหตุสมผล และมันได้ผล

บันได 2 จุดที่ทอดให้ลงมานั้นหล่อมาก อาจหล่อที่สุดเท่าที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เคยเดินบนถนนการเมืองเสียด้วยซ้ำ

หล่อแต่ลงไม่ได้ อันนี้น่าเห็นใจ

พอยุบสภาแล้ว เริ่มมีการขัดขวางการเลือกตั้ง ข่าวลือว่าสุเทพเองก็ไม่ได้พออกพอใจกับสภาพเช่นนี้นัก เพราะด้วยความเป็นนักการเมืองอาชีพย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าทำไม่ได้ และไม่ควรทำ

ขณะที่ข้อเสนอเรื่อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ก็ดูเป็นการจับพลัดจับผลู มันถูกยัดเข้าไปโดยบางกลุ่มบางคณะ ที่เห็นว่า “ต้องรีบฉวยโอกาสนี้ตีซ้ำที่หลังงู” แต่ดันลืมคิดรายละเอียดของความเป็นไปได้

แม้กระทั่ง “สภาประชาชน” ที่ชูขึ้นมาก็วูบหายไปเช่นกัน เพราะไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ภายใต้แนวคิดที่ว่า เลือกเอง ตั้งเอง

ยิ่งข่าวแว่วมาว่า “กลุ่มนักฉวยโอกาส” พยายามอย่างยิ่งที่จะผลักมันให้เกิดขึ้น เนื่องเพราะต้องการเบียดแทรกวาระของตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นแต่ก็ไปได้ไม่สุดเพราะดันคิดมาไม่เสร็จ และคนอีกจำนวนมากก็ไม่เห็นด้วย

ที่ฮาหน่อยคือ การไม่มาตามนัดของทหาร แม้จะเรียกหาเช้า เที่ยง เย็น หลังอาหาร และก่อนนอน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ

ออ…มีใครจำพิมพ์เขียวที่ท่านมาร์ค อภิสิทธิ์ ยืนหล่อยื่นข้อเสนอได้ไหมครับ รู้สึกว่าอีเวนท์นั้นจะถูกกลบด้วยข้อความสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “Respect My Vote”

ผ่านมาหลายเดือน เจ็บตายก็มาก เกมการเมืองของประชาธิปัตย์บนถนนคราวนี้ชักจะไม่สนุก

ขนาดรัฐบาลตุ๊ปั๊ดตุ๊เป๋เซซ้ายเซขวาก็ยังกำหมัดน็อคไม่ลง เนื่องจากตัวเองก็บอบช้ำพอๆ กัน

บนสังเวียนข้างถนนคราวนี้จึงเป็นการต่อสู้ของนักมวยหมดสภาพในสังเวียนซอมซ่อเท่านั้นเอง ขืนชกต่อคงจะเหลือแค่นักมวย เพราะกองเชียร์ก็เซ็ง คนดูก็ล้า

นักการเมืองอาชีพย่อมรู้ดีว่าการปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้การค้า การลงทุน การดำเนินโครงการต่างๆ ของบริษัท ห้างร้าน ตลอดจนข้าราชการ จะชะงักงัน เศรษฐกิจพัง บ้านเมืองพัง ความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติไม่มี และการพังของมันอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าการมีตระกูลชินวัตรอยู่ในประเทศนี้หลายเท่าตัว

นักการเมืองอาชีพย่อมรู้ดีกว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ ที่สุดก็ต้อง “เจรจา”

และข้อเสนอสุดโต่งที่เคยเล่นเกมกันนั้นที่สุดก็ต้องเอามาวางบนโต๊ะแล้วหารสอง ผลลัพธ์ของมันจะมีเศษมีเกินบ้างนิดหน่อยก็คงต้องหยวนๆ กัน ดีกว่าปล่อยให้ประเทศนี้พินาศไปกับตา

เว้นเสียแต่ว่าคนข้างหลังของทั้งสองฝ่ายอยากให้เป็นอย่างนั้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copyright © 2019. All rights reserved.